Dektriam.net Wiki

กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เน้นภาษา-คณิต หรือสายศิลป์คำนวณที่เรารู้จัก สายนี้(ถูก)บังคับเรียนวิชาในกลุ่มการบริหารจัดการเป็นสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมส่วนที่ 2 (เหมือนวิทย์บริหาร)
และต้องเรียนเลขยากเหมือนสายวิทย์ (อ๊ากกกกกกกกก!! ตายดีกว่า) อีกทั้งยังเป็นสายเดียวในเตรียมฯ ที่มีเรียนภาษาจีน
สายนี้มีชื่อเรียกอื่นอีก นอกเหนือจากศิลป์คำนวณนั่นคือ ศิลปะการคำนวณ และ Arts-Math เป็นชื่อที่ใช้เรียกกันเล่นๆ แบบไม่เป็นทางการ

Edit

ประวัติความเป็นมา

====ศิลป์คำนวณ (กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เน้นภาษา-คณิต) ถือกำเนิดขึ้นในรุ่นที่ 2 ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (พ.ศ.2482) หลังจากในรุ่นที่ 1 สภาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยมีมติให้ตั้งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยในปี พ.ศ.2480 ทำให้เกิดสายการเรียนเตรียม-อักษรศาสตร์(หรือศิลป์ฝรั่งเศสขึ้น) ซึ่งในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2481 จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยได้ตั้งแผนกวิชาการบัญชี และแผนกวิชาพาณิชยศาสตร์ขึ้น
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยจึงได้จัดตั้งแผนกเตรียมพาณิชยศาสตร์ขึ้นในปี พ.ศ.2482 โดยแบ่งเป็น 'พาณิชยศาสตร์' และ 'การบัญชี'
======แผนกพาณิชยศาสตร มีนักเรียนคนแรกคือ นายประสิทธิ สิงหะพันธุ์ โดยในรุ่นนั้นมีนักเรียน 10 คน
======แผนกการบัญชี มีนักเรียนคนแรกคือ นางสาวสุมน จามะริก และมีนักเรียนในแผนกการบัญชีทั้งสิ้น 57 คน

โรงเรียนเตรียมทำหน้าที่เตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนก่อนเข้าสู่รั้วจุฬาลงกรณมหาวิทยาัลัย ต่อมาเมื่อกระทรวงศึกษาธิการสั่งให้โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ไปสังกัดกรมสามัญศึกษา ทำให้นักเรียนเตรียมฯ ทุกคนต้องเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย โรงเรียนจึึงเปลี่ยนหลักสูตรและพัฒนาหลักสูตร ให้เหมาะสมแก่สถานการณ์อยู่เรื่อยๆ แต่นั้นมา

ในยุคต.อ.60 ต้นๆ โรงเรียนมีวิชาศิลปกรรมเป็นหนึ่งในสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมส่วนที่ 2 ทำให้ขณะนั้นสายศิลป์คำนวณสามารถเลือกวิชาเลือกได้ 2 วิชา คือ บริหาร และศิลปกรรม โดยศิลปกรรมนั้นจะมีเพียง 1 ห้องและเรียกตัวเองว่า Math-Art ต่อมาภายหลัง โรงเรียนปรับปรุงหลักสูตรอีกครั้ง ทำให้สายนี้ต้องยุบไป แต่ถึงกระนั้น ก็ยังคงมีการรับน้อง Math-Art กันต่อมาอยู่เนืองๆ จนถึงปัจจุบัน (ว่ากันว่า Math-Art คือห้องที่มีกิฟไทย)

ชื่อแผนการเรียน "ศิลป์-คำนวณ" ถูกเปลี่ยนให้มาเป็น แผนการเรียน "ภาษา-คณิต" ตามพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ.2524 และเปลี่ยนมาเป็น กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เน้น "ภาษา-คณิต" ตามแผนปฏิรูปการศึกษาปี พ.ศ.2544

ชื่อเรียกของสายศิลป์คำนวณนั้นมีมากมาย ที่เห็นนิยมที่สุดก็คือ "ศิลป์-คำนวณ" หรือ "ศิลปะการคำนวณ" ถ้าภาษาอังกฤษก็ Arts-Math
อนึ่ง คำว่า โลจิสติกส์ (อังกฤษ: Logistics)(ภาษากรีก:Logistikos) (รากศัพท์ Logon)หมายถึง "ศิลปะในการคำนวณ" บางครั้งอาจเห็นเอกสารในอดีตที่เขียนว่า Math-Art นั้น หมายถึง ศิลป์-คำนวณ วิชาเลือกศิลปะ (Arts-)Math-Art (ตามที่ได้กล่าวไว้ว่าสมัยก่อนจะมีวิชาเลือกให้ศิลป์คำนวณได้) จึงโปรดระวัง อย่าสับสนระหว่าง Arts-Math กับ Math-Art. Edit

รายละเอียด

  • ชื่อเล่น : ศิลปะการคำนวณ, Arts-math
  • สีประจำสาย : สีส้ม (ไม่ใช่ส้ม-น้ำตาล เพราะจริงๆสีสายเราคือสีส้ม แสดงถึงความactive สดใส แต่มักพบเห็นบ่อยๆคู่กับสีน้ำตาลเพราะมันสวยจนหลายๆคนนึกว่าสีสายเราคือ ส้มน้ำตาล)
  • สโลแกน : Talento Megalos Enotity
  • เพลงบูม : hidden *บูมศิลป์คำนวณ(เวอร์ชั่นปัจจุบัน)ถูกบูมขึ้นครั้งแรกในวันที่ 7 เมษายน 2547

Image

Edit

ตึกเรียน

มีระบบการจัดที่ไม่แน่นอน แล้วแต่อารมณ์ของรองฯกัญญา ในปีการศึกษา 2552 นี้มีระบบจัดดังนี้
ศิลป์คำนวณมีทั้งหมด 5 ห้อง (ตามปีการศึกษาล่าสุด-2552*)
  • ม.4 จะได้อยู่ตึก 8 (สามห้อง) และตึก 3 (สองห้อง)
  • ม.5 อยู่ตึกคุณหญิงหรั่ง (สามห้อง) และตึก 55ปี (สองห้อง)
  • ม.6 อยู่ตึก 3 (สามห้อง) และตึก ศิลปะ (สองห้อง)
Edit

กิจกรรม

ชาวศิลป์คำนวณเ็ป็นคนรักการทำกิจกรรม (เพราะไม่ชอบเรียนนั่นเอง ห้าห้า) มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานต่างๆ ของ AIC กีฬาสี จตุรศิลป์ ตลอดจนถึงงานในวัง
อย่างคณะกรรมการนักเรียน

Image

จตุรศิลป์ครั้งที่ 1!!


Edit

การสอบคัดเลือก

ในการสอบคัดเลือกเข้าเตรียมฯ ทุกคนจะต้องสอบทั้งสิ้น 4 ฉบับ ฉบับละ 50 ข้อ แตกต่างกันไปตามสายที่เลือกสอบ สำหรับสายศิลป์คำนวณได้แก่
  • ช่วงเช้า
    • คณิตศาสตร์ :ฉบับเดียวกับสายวิทยาศาสตร์
    • ภาษาไทย-สังคมศึกษา :มีภาษาไทย 25 ข้อและสังคมศึกษาอีก 25 ข้อ
  • ช่วงบ่าย
    • ภาษาไทย2 :ลักษณะข้อสอบคล้ายคลึงกับภาษาไทยในช่วงเช้า
    • ภาษาอังกฤษ

ว่ากันว่าถ้าอยากสอบติดสายศิลป์คำนวณ(หรือสายอื่นๆ ก็เถอะ) ต้องทำคะแนนให้ได้ประมาณ 60% (ประมาณ 240 คะแนน)หรือมากกว่า หากน้องๆ ต้องการประเมินตัวเอง
ก็ลองไปหาข้อสอบเก่าๆ มาทำซะ (ข้อสอบเตรียมฯ นะ ไม่ใช่ข้อสอบเอนท์ - -) ติ๊ต่างเอาว่าข้อละสองคะแนน ก็คงจะพอประเมินได้ว่าเรามีลุ้นมากแค่ไหน
พูดถึงเรื่องคะแนนสอบ จริงๆ แล้วไม่ใช่ข้อละสองคะแนนนะ โรงเรียนจะนำคะแนนดิบมาคิดเป็น T-Score อีกทีเพื่อให้คะแนนนั้นได้มาตรฐาน ทำให้คะแนนเี่รามีทศนิยมมากมาย
และว่ากันว่าเจ้าจุดทศนิยมนี่แหละที่จะเป็นตัววัดว่าใครบ้างที่จะได้ประดับพระเกี้ยว!